พื้นฐานที่เจ้าของโครงการและผู้ออกแบบควรรู้ก่อนเลือกระบบพื้น
| ประสิทธิภาพการกันเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาพื้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับมวล ความต่อเนื่องของโครงสร้าง รอยต่อ วัสดุปูพื้น ระบบฝ้า และเส้นทางการส่งผ่านเสียงด้านข้าง ดังนั้นการประเมินที่เหมาะสมควรมองที่ “ระบบพื้นที่เสร็จสมบูรณ์” มากกว่าดูเฉพาะแผ่นพื้นโครงสร้าง |
เหตุใดควรพิจารณาเรื่องเสียงตั้งแต่ต้น
ในการเลือกระบบพื้น เจ้าของโครงการและผู้ออกแบบมักเปรียบเทียบช่วงพาด ความหนา ประสิทธิภาพโครงสร้าง ราคา และความเร็วในการก่อสร้าง ขณะที่เรื่อง Acoustic มักถูกพิจารณาภายหลัง เมื่อวัสดุตกแต่งและระบบฝ้าถูกกำหนดไปแล้ว
พื้นโครงสร้างเป็นฐานสำคัญของประสิทธิภาพด้านเสียงของอาคาร หากเลือกระบบและรายละเอียดได้เหมาะสมตั้งแต่ต้น การทำให้ได้ Acoustic Comfort ตามเป้าหมายจะง่ายขึ้น และลดความจำเป็นในการเพิ่มชั้นวัสดุหรือแก้ไขงานภายหลัง
1. เสียงสองประเภทที่ต้องเข้าใจ: Airborne และ Impact Sound
| Airborne Sound | Impact Sound | |
| ตัวอย่าง | เสียงพูด โทรทัศน์ ดนตรี หรือเสียงจราจร | เสียงเดิน ลากเฟอร์นิเจอร์ หรือของตกกระทบพื้น |
| การส่งผ่าน | เสียงในอากาศกระทบพื้น ทำให้พื้นสั่นและแผ่เสียงไปยังพื้นที่ข้างเคียง | แรงกระแทกกระตุ้นการสั่นของโครงสร้างพื้นโดยตรง |
| ปัจจัยสำคัญ | มวลต่อพื้นที่ ความต่อเนื่อง รอยต่อ ช่องเปิด และ flanking paths | พื้นโครงสร้าง วัสดุปูพื้น resilient layer / floating screed และระบบฝ้า |
| ค่าที่ใช้ | Rw ในห้องทดลอง; R’w หรือ DnT,w ในอาคารจริง | Ln,w ในห้องทดลอง; L’nT,w ในอาคารจริง |
| การอ่านค่า | ค่ายิ่งสูง = ยิ่งดี ↑ | ค่ายิ่งต่ำ = ยิ่งดี ↓ |
พื้นที่กัน Airborne Sound ได้ดี ไม่ได้หมายความว่าจะกัน Impact Sound ได้ดีในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะ Impact Sound ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัสดุปูพื้นด้านบนและระบบฝ้าด้านล่าง
2. มาตรฐาน Acoustic บอกอะไรเรา?
มาตรฐาน ISO 717 ใช้เป็นวิธีสากลในการจัดอันดับประสิทธิภาพการกันเสียง โดย ISO 717-1 ใช้สำหรับ Airborne Sound และ ISO 717-2 ใช้สำหรับ Impact Sound
ISO กำหนดวิธีวัดและวิธีแสดงผล ส่วนค่าที่อาคารต้องผ่านถูกกำหนดโดยกฎหมายอาคารหรือ Project Specification ของแต่ละโครงการ ตัวอย่างเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้แพร่หลายคือ UK Approved Document E สำหรับ separating floors ในอาคารพักอาศัยและพื้นที่พักอาศัย
ในทางปฏิบัติ การตรวจรับ Acoustic ของอาคารมักพิจารณา complete floor assembly ซึ่งรวมพื้นโครงสร้าง ชั้นพื้น ระบบฝ้า และเส้นทางการส่งผ่านเสียงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะ bare structural slab
Airborne: ค่ายิ่งสูงยิ่งดี | Impact: ค่ายิ่งต่ำยิ่งดี
3. Acoustic Comfort ควรสอดคล้องกับระดับและการใช้งานของอาคาร
ในประเทศไทย ระบบพื้นสำเร็จรูป Plank ร่วมกับคอนกรีต Topping ประมาณ 5 ซม. เป็นระบบที่พบได้ทั่วไปในงานที่อยู่อาศัย ตั้งแต่โครงการที่เน้นความประหยัดไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับสูง ระบบดังกล่าวมีข้อดีด้านต้นทุน ความคุ้นเคยของผู้รับเหมา และความรวดเร็วในการก่อสร้าง และสามารถให้ Acoustic Performance ที่เหมาะสมได้เมื่อออกแบบ complete floor assembly อย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ระดับ Acoustic Comfort ที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเท่ากันสำหรับทุกโครงการ สำหรับทาวน์เฮาส์หรือโครงการที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การออกแบบย่อมต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความเร็ว และระดับสมรรถนะที่จำเป็น แต่สำหรับบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่หรือบ้านระดับ Premium ซึ่งเจ้าของคาดหวังความสงบและความเป็นส่วนตัว การใช้มาตรฐานของระบบพื้นที่เน้นความประหยัดเป็นหลักโดยไม่ทบทวนเรื่อง Acoustic เพิ่มเติม อาจไม่สอดคล้องกับระดับคุณภาพที่โครงการต้องการ
เช่นเดียวกับโรงแรม ซึ่ง “การพักผ่อน” เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้เข้าพักจ่ายเงินเพื่อได้รับ เสียงฝีเท้าจากชั้นบน เสียงลากเก้าอี้ หรือเสียงจากห้องข้างเคียงสามารถส่งผลต่อความรู้สึกต่อคุณภาพของอาคารได้โดยตรง ดังนั้น Acoustic Performance ของพื้นจึงควรถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของ Design Brief ตั้งแต่ต้น
| เมื่อระดับของอาคารและความคาดหวังของผู้ใช้งานสูงขึ้น ระบบพื้นก็ควรถูกพิจารณามากกว่าเพียงว่า “รับน้ำหนักได้และประหยัดหรือไม่” แต่ควรรวมถึงคุณภาพของการอยู่อาศัยที่ระบบนั้นช่วยสร้างขึ้นด้วย |
4. ระบบพื้นโครงสร้างมีผลต่อ Acoustic อย่างไร?
พื้นคอนกรีตตัน (Solid Concrete Slab)
พื้นคอนกรีตตันเป็น benchmark ที่แข็งแรงด้าน Acoustic เพราะมีมวลสูงและมีความต่อเนื่องดี โดยเฉพาะต่อ Airborne Sound ข้อแลกเปลี่ยนคือมวลคอนกรีตทั้งหมดกลายเป็นน้ำหนักบรรทุกถาวรที่เสา ผนัง และฐานรากต้องรับ
พื้น Precast Plank หรือ Hollowcore พร้อม Topping
พื้น Plank และ Hollowcore สามารถให้ Acoustic Performance ที่ดีได้เมื่อออกแบบ topping วัสดุปูพื้น และระบบฝ้าอย่างเหมาะสม แต่ผลลัพธ์จะไวต่อรายละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะ longitudinal joints ระหว่างแผ่น จุดต่อกับผนังและขอบพื้น ช่องเปิด และความต่อเนื่องของ topping
การมี Topping 5 ซม. ไม่ควรถูกตีความว่าระบบพื้นมี Acoustic Performance เทียบเท่าพื้นคอนกรีตตันหนา 5 ซม. เพราะต้องพิจารณามวลรวมของแผ่นสำเร็จ topping รอยต่อ และ complete floor-ceiling assembly ร่วมกัน
พื้น Biaxial Voided Slab / BubbleDeck
BubbleDeck ลดคอนกรีตในบางบริเวณภายในความหนาพื้น ขณะที่ยังคงชั้นคอนกรีตต่อเนื่องด้านบน ด้านล่าง และรอบ void former ก่อนหล่อคอนกรีตในที่ให้พื้นสำเร็จมีพฤติกรรมเป็นแผ่นพื้นต่อเนื่องแบบ monolithic
ในมุม Acoustic จึงให้สมดุลระหว่างน้ำหนักโครงสร้างที่ลดลงกับความต่อเนื่องของพื้นคอนกรีต โดยไม่มี longitudinal joints ต่อเนื่องแบบระบบที่ประกอบจากแผ่นย่อย ผลทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและอาคารจริงของ BubbleDeck แสดงประสิทธิภาพที่ดีทั้ง Airborne และ Impact Sound เมื่อ complete floor system ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม
5. เปรียบเทียบระบบพื้นในเชิงคุณภาพ
| ประเด็น | Solid Concrete | Plank / Hollowcore + Topping | BubbleDeck |
| น้ำหนักโครงสร้าง | สูง | ต่ำ-ปานกลาง | ปานกลาง / ต่ำกว่าพื้นตัน |
| ศักยภาพ Airborne | ดีมาก | ดี-ดีมาก ขึ้นกับมวลและ build-up | ดีมาก |
| ความต่อเนื่อง | ดีมาก | ขึ้นกับรอยต่อและ topping | ดีมาก – monolithic |
| ความไวต่อรอยต่อ | ต่ำ | สูงกว่า ต้องใส่ใจรายละเอียด | ต่ำ |
| Impact Sound | ขึ้นกับ floor finish และ ceiling อย่างมาก | ขึ้นกับ floor finish, joints และ ceiling อย่างมาก | ขึ้นกับ floor finish และ ceiling อย่างมาก |
| ประสิทธิภาพด้านน้ำหนัก | ต่ำกว่า | สูง | สูง |
ตารางนี้ไม่ใช่การจัดอันดับว่าระบบใด “ดีที่สุด” ในทุกกรณี พื้นตันมีข้อได้เปรียบจากมวล พื้น precast สามารถทำได้ดีเมื่อออกแบบรอยต่อและ complete build-up อย่างเหมาะสม ส่วน BubbleDeck ให้สมดุลระหว่างการลดน้ำหนัก ความต่อเนื่องแบบ monolithic และ Acoustic Performance ที่มีผลทดสอบรองรับ
6. คำถามที่เจ้าของหรือ Consultant ควรถามก่อนเลือกระบบพื้น
• โครงการกำหนดเกณฑ์ Airborne และ Impact Sound ไว้ชัดเจนหรือไม่?
• ค่าที่นำมาอ้างเป็นค่าของ bare structural slab หรือ complete floor assembly?
• Floor finish, resilient layer หรือ screed ที่จะใช้จริงคืออะไร?
• ระบบฝ้าด้านล่างเป็นแบบใด?
• รอยต่อ ช่องเปิด และ flanking transmission paths อยู่ตรงไหน?
• ระบบพื้นที่เสนอมีผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการหรืออาคารจริงรองรับหรือไม่?
สรุป: คุณภาพของอาคารไม่ได้อยู่เฉพาะสิ่งที่มองเห็น
| บ้านหรืออาคารระดับ Premium ไม่ได้เกิดจากวัสดุที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว คุณภาพของอาคารยังถูกกำหนดโดยสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน รวมถึงระบบพื้นที่มีผลต่อความเงียบ ความเป็นส่วนตัว และความสบายในการอยู่อาศัย ไม่มีระบบพื้นชนิดใดที่เหนือกว่าด้าน Acoustic ในทุกสถานการณ์ พื้นตันให้ acoustic mass สูงแต่มีน้ำหนักมากกว่า พื้น Plank/Hollowcore สามารถทำงานได้ดีแต่ต้องใส่ใจรอยต่อและ complete assembly ขณะที่ BubbleDeck เป็นอีกทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างน้ำหนักโครงสร้างที่ลดลง ความต่อเนื่องของพื้นคอนกรีต และ Acoustic Performance ที่มีผลทดสอบรองรับ คำถามที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียง “พื้นชนิดใดราคาประหยัดหรือรับน้ำหนักได้?” แต่คือ “ระบบพื้นนี้ให้ Acoustic Comfort สอดคล้องกับคุณภาพและประสบการณ์ที่โครงการต้องการมอบให้ผู้ใช้อาคารหรือไม่?” |
เอกสารอ้างอิง
1. BubbleDeck UK. BubbleDeck Acoustic Tests and Reports, June 2006, Issue 4. Includes German Test Certificate P-SAC 02/IV-065 and field testing in Leiden and at Le Coie Housing Development, Jersey.
2. ISO 717-1:2020. Acoustics – Rating of sound insulation in buildings and of building elements – Part 1: Airborne sound insulation.
3. ISO 717-2:2020. Acoustics – Rating of sound insulation in buildings and of building elements – Part 2: Impact sound insulation.
4. UK Government. Approved Document E: Resistance to the Passage of Sound.
5. ISO 12354-1 and ISO 12354-2. Building acoustics – Estimation of acoustic performance of buildings from the performance of elements.